Skip to content

ภาพรวมโครงการ

ภาพรวมโครงการ สู่เป้าหมายในการกำจัดมาลาเรีย

ปัจจุบัน โรคไข้มาลาเรียอยู่ในขั้นตอนของการกำจัดโรคในหลายภูมิภาคทั่วโลก เชื้อมาลาเรียนั้นมีหลายชนิด ซึ่งชนิดฟัลซิปารัมและชนิดไวแว็กซ์เป็นเชื้อหลักที่สร้างปัญหาทั่วโลก ในทวีปแอฟริกา ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดเป็นมาลาเรียชนิดฟัลซิปารัม ขณะที่นอกทวีปแอฟริกานั้นผู้ป่วยมาลาเรียจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งเป็นมาลาเรียชนิดไวแวกซ์  โดยราว 53% ของผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ทั่วโลกอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในประเทศไทย อุปสรรคที่สำคัญในการกำจัดไข้มาลาเรียคือยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและยังพบเชื้อมาลาเรียที่ดื้อต่อยารักษา

เชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์มีลักษณะพิเศษต่างจากเชื้อฟัลซิปารัมเนื่องจากเป็นเชื้อที่มีระยะแฝงตัวในตับ ทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำได้อีกหลายครั้งจากการถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียว และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อมาลาเรียชนิดนี้ อีกทั้งจากสถิติพบว่า เชื้อชนิดนี้กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กและสตรีในประเทศไทย

228 ล้าน 

คือจำนวนเคสมาลาเรียที่พบทั่วโลก

4 แสน

คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียทั่วโลก

53%

ของผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย

>10 ปี

คือระยะเวลาในการพัฒนาวัคซีนต้านมาลาเรียตัวใหม่

การวิจัยแนวใหม่ตอบโจทย์การพัฒนาวัคซีน

การวิจัยแนวใหม่ตอบโจทย์การพัฒนาวัคซีน

ทีมผู้วิจัยจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดได้ระดมสรรพกําลังวางแผนการศึกษาและพัฒนารูปแบบการวิจัยแนวใหม่ โดยใช้รูปแบบ “การจำลองการติดเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ในคน” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือผลักดันและลดระยะเวลาการพัฒนาวัคซีนและยาต้านมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนเวลคัม สหราชอาณาจักร ภายใต้โครงการ “การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย (Malaria Infection Study Thailand: MIST)”

ผลดีทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกจากกระบวนการจำลองการติดเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ในคน

1.  การจำลองการติดเชื้อในคนสามารถย่นระยะเวลาในการทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนหรือยา ลดจำนวนอาสาสมัครที่จะเข้าโครงการซึ่งเป็นการลดจำนวนประชากรที่อาจมีความเสี่ยงในการรับวัคซีนหรือยา และลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการทดสอบวัคซีนแบบปกติลงได้มหาศาล 

2.  การจำลองการติดเชื้อในคนจะให้ข้อมูลและรายละเอียดเชิงลึกที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักวิจัยและวงการแพทย์ที่มีการดำเนินการในการพัฒนาวัคซีนและยาต้านมาลาเรีย เพราะข้อมูลนี้เปรียบเสมือนเป็นชิ้นส่วนข้อมูลที่สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาและทดลอบวัคซีนและยาเพื่อใช้ในการกำจัดมาลาเรียชนิดไวแวกซ์

3. หากประสบความสำเร็จจะเป็นตัวเร่งเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการกำจัดมาลาเรียจากประเทศให้หมดไปตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่จะกำจัดมาลาเรียให้หมดจากประเทศไทยในปี 2567 

4.  ไทยสามารถนำกระบวนการนี้มาใช้พัฒนาวัคซีนได้อีกหลายโรค เพราะมีการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงกอปรกับศักยภาพทีมวิจัยที่เพิ่มขึ้น

ขั้นตอน และกระบวนการ

การดำเนินการโครงการ MIST แบ่งออกเป็นหลายเฟส ในเฟสแรกจะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2563 ดังนี้

ขั้นตอน 1

ในระยะแรกของการศึกษา โครงการจะคัดเลือกอาสาสมัครสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 20-55 ปี ที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการเข้ารับการตรวจคัดกรอง และตรวจสอบสุขภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานที่โครงการกำหนด โดยการคัดเลือกจะดำเนินการที่ รพ. เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

อาสาสมัครจำนวน 2-6 ท่านที่ผ่านการตรวจสุขภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการและจะต้องเข้าพักอยู่ที่ รพ. เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พร้อมด้วยเครื่องมือและคณะแพทย์ที่เชี่ยวชาญหลายแขนง ดูแลตลอด 24 ชม. ตลอดระยะเวลาของการศึกษาวิจัย

ขั้นตอน 2

อาสาสมัคร 2 ท่านแรก จะได้รับเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์โดยให้ยุงที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการและมีเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์กัด โดยนักวิจัยจะควบคุมปริมาณเชื้อที่ใช้เพื่อไม่ให้อาสาสมัครป่วย แต่จะทำให้สามารถเฝ้าติดตามอาสาสมัครเพื่อการศึกษาได้ต่อไป

หลังจากที่อาสาสมัครได้รับเชื้อ อาสาสมัครจะได้รับการตรวจเลือดโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ครั้งต่อวัน เพื่อตรวจวัดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ที่ได้รับและปริมาณเชื้อที่เข้าสู่กระแสเลือดว่ามีปริมาณเท่าใด

เมื่อปริมาณเชื้อในกระแสเลือดของอาสาสมัครมีมากเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว นักวิจัยจะเก็บเลือดจากอาสาสมัครในปริมาณที่เทียบเท่ากับ 1 ถ้วยตวง เพื่อนำไปศึกษาในขั้นตอนต่อไป

ภายหลังจากการเก็บเลือดจากอาสาสมัครแล้ว อาสาสมัครจะได้รับการรักษาตามมาตราฐานโดยยาคลอโรควินและไพรมาควินทันที

ขั้นตอน 3

ในช่วงระยะที่อาสาสมัครได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาคลอโรควินและไพรมาควินจนกว่าจะครบคอร์ส (ประมาณ 14วัน) อาสาสมัครจะต้องพำนักอยู่ที่ รพ. เวชศาสตร์เขตร้อน โดยจะได้รับการตรวจเช็คร่างกายตามมาตรฐานจากคณะแพทย์และพยาบาลวันละ 2 ครั้ง

เมื่อรับประทานยาจนจบคอร์สแล้ว อาสาสมัครจะต้องได้รับการตรวจเลือดจนมั่นใจแล้วว่าปราศจากเชื้ออีกถึง 2 ครั้ง ถึงจะได้รับอนุญาติให้กลับบ้านได้

ภายในระยะเวลา 45 และ 90 วัน และใน 1 ปี หลังจากรักษา อาสาสมัครจะต้องกลับมารับการตรวจเช็คร่างกายและตรวจเลือดตามรายการที่กำหนดอีกครั้งที่ รพ. เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อาสาสมัครอาจจะได้รับการติดต่อและร้องขอจากคณะผู้วิจัยให้ประเมินตนเองที่บ้าน หรืออาจได้รับการร้องขอให้เข้ามารับการตรวจเช็คร่างกายหากเกิดอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

ความปลอดภัย

ทุกกระบวนการของอาสาสมัครจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลและติดตามตรวจสอบโดยทีมวิจัย ทีมแพทย์ พยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาคนไข้มาลาเรียมาเป็นเวลานาน จึงมั่นใจได้ว่าจะคาดการณ์ในทุกอาการที่จะเกิดล่วงหน้ากับอาสาสมัคร รวมถึงมีเทคนิคตรวจหาเชื้อก่อนเริ่มมีอาการ นั่นหมายถึงไม่ต้องรอให้ป่วย

ขณะเดียวกัน ด้วยข้อสำคัญในการดูแลผู้ติดเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ คือ ต้องทานยาให้ครบตามเกณฑ์กำหนด 14 วัน คณะผู้วิจัยจึงกำหนดให้อาสาสมัครอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด เพื่อเฝ้าติดตามและมีขั้นตอนการตรวจรวมถึงกระบวนการในห้องทดลอง นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าติดตามอาสาสมัครต่อเนื่องอีก 1 ปี ซึ่งหากเกิดกรณี  ที่อาสาสมัครกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำ (ซึ่งมีโอกาสน้อยมากหากทานยาครบ) โครงการจะทำการรักษาให้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายขาด  

กระบวนการวิจัยได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมในมนุษย์ ผู้อนุมัติการวิจัยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านมาลาเรียและด้านอื่นๆ รวมถึงผ่านการอนุมัติจากมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติอย่างมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด จากสหราชอาณาจักร เป็นสิ่งยืนยันว่างานวิจัยครั้งนี้ได้รับการกลั่นกรองแล้วว่ามีระดับความปลอดภัยสูง